|
จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบน สภาพภูมิประเทศเป็นขุนเขาทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ตอนกลางของจังหวัดเป็นแอ่งที่ราบลุ่มลำน้ำวัง เป็นที่ตั้งของเวียงเล็กเวียงน้อย ทับซ้อนกันกว่า 1,300 ปีแล้ว หรือเกิดร่วมยุคร่วมสมัยกับเมืองหริภุญไชย หรือจังหวัดลำพูน ในยุคปัจจุบัน จากสภาพภูมิประเทศ ของจังหวัด ประกอบกับเป็นเมืองเก่าแก่มาร่วม 1,300 ปี จึงทำให้จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้มาศึกษาหาความรู้ และมา พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางด้าน โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติจะมีทั้งป่าไม้ ขอบเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ที่รักษาระบบนิเวศวิทยา และหล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดลำปาง มาตราบเท่าทุกวันนี้ มีถ้ำ น้ำตก น้ำพุร้อนและขุนเขา ที่ยืนตระหง่านรอให้ นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ศึกษาและเยี่ยมชม ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยว ทางด้านโบราณสถาน และโบราณวัตถุจังหวัดลำปาง มีหลายแห่งซึ่งหลากหลาย โดยแต่ละแห่งจะแสดง ถึงประวัติศาสตร์และความเป็นอยู่ ของชาวจังหวัด ลำปางในแต่ละยุค แต่ละสมัย ทั้งวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจน ศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอด กันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เช่นวัดพระธาตุ ลำปางหลวง วัดไหล่หิน และวัดที่มีการผสมผสานของศิลปะแบบล้านนา กับสถาปัตยกรรม ของพม่าจนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีวัด และอาคารบ้านเรือน ตามแบบสถาปัตยกรรมพม่ามากที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนี้จังหวัดลำปางยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยนำรถม้า เป็นพาหนะในการรับส่งผู้โดยสารมากว่า 80 ปีแล้ว ปัจจุบันยังคงใช้เป็นพาหนะ ให้บริการนำนักท่องเที่ยวนั่งเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปาง ในบรรยากาศย้อนยุคที่หลงเหลือ มาตราบเท่าทุกวันนี้
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของลำปาง
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลำปางด้านตะวันตกเฉียงใต้ หลักเมืองทำด้วยไม้สัก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยหลักที่หนึ่งสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.2400 หลักที่สองสร้างประมาณปี พ.ศ.2416 และหลักที่สาม สร้างประมาณปี พ.ศ.2429 ต่อมาในปี พ.ศ.2440 เมื่อสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น ได้นำหลักเมืองมาไว้ที่บริเวณหน้าศาลากลาง และได้มีการสร้างมณฑปครอบหลักเมืองทั้งสามในปี พ.ศ.2511
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ
ประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงไทยแบบจตุรมุข ซึ่งตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดลำปาง พระพุทธรูปสร้างด้วยโลหะผสมรมดำทั้งองค์ ปางสมาธิ ชาวบ้านเรียก "หลวงพ่อดำ" จัดสร้างโดยกรมการรักษาดินแดน เมื่อปี พ.ศ.2511 มี 4 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ 4 ทิศของประเทศ โดยทางทิศเหนือได้นำมาประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดลำปาง นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ปิดทองเกือบทั้งองค์ โดยสาธุชนที่มานมัสการ
วัดพระแก้วดอนเต้า
ตั้งอยู่ที่ตำบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตนานถึง 32 ปี ปูชนียสถานที่สำคัญ คือ องค์พระธาตุมณฑปศิลปะพม่า พระนอนองค์ใหญ่ พระวิหารหลวง และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งล้านนา การเดินทางไปยังวัดนั้น ไปได้โดยการข้ามสะพานรัชฎาภิเษก แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้ว ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นองค์พระธาตุตั้งเด่นอยู่บนเนิน
วัดศรีชุม
เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ.1893 โดยคหบดีชาวพม่า ชื่ออูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น จึงต้องการทำบุญ โดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นในตำบลสวนดอก อำเภอเมืองลำปาง การเดินทางไปวัดศรีชุมนั้น เมื่อถึงโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไปเล็กน้อย จะพบทางเข้าวัดอยู่ด้านขวามือ จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก
วัดศรีรองเมือง
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคราวน้อย ตำบลสบตุ๋ย ในเขตเทศบาลเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นวัดพม่าที่สร้างขึ้นในสมัยที่ลำปางเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การทำป่าไม้เช่นกัน สถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่ วิหารไม้หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นน้อยสวยงามตามแบบศิลปพม่า นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นวัดที่มีการประดับตกแต่งภายในด้วยลายไม้แกะสลัก และลายปูนปั้นปิดทองที่มีความวิจิตรสวยงาม
สถานปฏิบัติธรรม-มณฑป หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์
ตั้งอยู่ชานเมืองลำปาง ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามทางสายลำปาง-แจ้ห่ม ภายในบริเวณมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนักถือเป็นจำนวนมาก นั่งในท่าสมาธิขนาดเท่ารูปจริง เพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะ และบริเวณมณฑปก็มีที่จอดรถและสถานที่เช่าพระเครื่อง ส่วนกุฏิของหลวงพ่อเกษมอยู่ด้านข้างมณฑป
บ้านเสานัก
เลขที่ 86 ถนนราษฎร์วัฒนา อ.เมืองลำปาง เป็นบ้านทรงไทย สถาปัตยกรรมล้านนาผสมพม่า สร้างเมื่อ พ.ศ.2438 เดิมสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ที่เรียกว่า บ้านเสานัก เพราะว่ามีเสาทั้งหมด 116 ต้น เป็นสถานที่ตอนรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่เป็นประจำ และเป็นที่ตั้งแสดงเครื่องใช้โบราณทั้งของไทยและของพม่า บริเวณบ้านตกแต่งเป็นสวนหย่อม เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 10.00 - 17.00 น. ท่านละ 30 บาท และมีบริการรับจัดอาหารกลางวัน/อาหารเย็นสำหรับหมู่คณะ ติดต่อได้ที่บ้านเสานัก โทร.(054) 227653
วัดเจดีย์ซาวหลัง
"ซาว" แปรว่ายี่สิบ "หลัง" แปลว่าองค์ วัดเจดีย์ซาวหลัง แปลว่าวัดทีมีเจดีย์ 20 องค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นวัดใหญ่อยู่กลางทุ่งนา บริเวณวัดร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ วัดนี้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปาง สร้างแต่โบราณทรงคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัยหริภุญชัยที่องค์พระเจดีย์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วัดนี้สร้างมานานกว่าพันปี ทางด้านซ้ายของพระอุโบสถเป็นศิลปะสมัยใหม่ ประดับลวดลายติดกระจกสีทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้เมื่อปี พ.ศ.2526 ได้มีชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ หนัก 100 บาท สองสลึง มามอบให้แก่ทางวัด ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่า "พระแสนแซ่ทองคำ" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกที่ขึ้นเป็นทะเบียนโบราณวัตถุแห่งชาติแล้ว
วัดพระธาตุม่อนพญาแช่
ตั้งอยู่บนภูเขา ตำบลพิชัย อ.เมืองลำปาง บนเส้นทางสายลำปาง-งาว ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จากตัวเมือง โดยเลี้ยวขวาเข้าไปตรงหลักกิโลเมตรที่ 605 ประมาณ 1 กิโลเมตร ความสวยงามของวัดอยู่ที่บันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นไปหาพระธาตุ คล้ายกับวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ทุกปีจะมีงานนมัสการองค์พระธาตุในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 7
วัดพระธาตุเสด็จ
อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลำปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 17 ประมาณ 2 กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง มีตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี ประมาณ 500 ปีมาแล้ว อุโบสถและวิหารต่างๆ ในวัดนี้ ล้วนแต่เป็นของโบราณที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ แต่ยังคงสภาพศิลปโบราณให้ได้เห็นอยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว
เขื่อนกิ่วลม
อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 38 กิโลเมตร เส้นทางลำปาง-งาว โดยแยกซ้ายตรงหลักกิโลเมตรที่ 623-624 เข้าไปอีก 14 กิโลเมตร เปิดให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. เขื่อนกิ่วลมอยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน สำหรับบ้านพักรับรอง ทางกรมชลประทานอนุญาตให้เข้าพักเฉพาะข้าราชการหรือหน่วยงานราชการเท่านั้น โดยมีหนังสือติดต่อล่วงหน้าไปที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน หรือ โทร.(02)2414806 บริเวณเหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำ เหมาะแก่การล่องเรือหรือแพ เพราะมีทัศนียภาพสวยงาม การล่องแพใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ติดต่อได้ที่สำนักงานท่องเที่ยวบริเวณเขื่อน และหากต้องการพักค้างคืนสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ
1. ล่องแพไปพักที่เขื่อนกิวลมรีสอร์ท ซึ่งมีที่พักเป็นบ้าน และบังกะโลหลายแบบ ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาป โทร.(054) 334393
2. ล่องแพและค้างคืนบนแพ ซึ่งเป็นแพติดเครื่องยนต์ หรือค้างคืนที่วังแก้วรีสอร์ท ติดต่อได้ที่ โทร.(054)223733
|